วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ไทย-ลาว-เวียดนาม เปิดเดินรถขนส่งสู่เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก

มุกดาหาร-คณะผู้แทนไทย ร่วมเปิดการเดินรถบรรทุก ไทย-ลาว-เวียดนาม
เริ่มใช้ความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร ณ
จุดผ่านแดน มุกดาหาร-สะหวันนะเขต และจุดผ่านแดนสะหวันนะเขต-ลาวบาว
โดยกำหนดพิธีเปิดการเดินรถบรรทุกระหว่างไทย-ลาว-เวียดนาม พร้อมกันทั้ง 3
ประเทศ

รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันพรุ่งนี้ (11 มิ.ย.) เวลา 09.00 น.
คณะผู้แทนไทยและจังหวัดมุกดาหาร
ได้ร่วมกันทำพิธีเปิดการเดินรถบรรทุกระหว่างประเทศไทย-ลาว-เวียดนาม โดยมี
นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานฝ่ายไทย
โดยได้มีการกำหนดขั้นตอน กิจกรรม ตลอดจนพิธีการต่างๆ ในพิธีเปิด
ซึ่งกำหนดในวันเดียวกัน ทั้ง 3 จุด คือที่ด่านพรมแดนมุกดาหาร
สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 มุกดาหาร-สะหวันนะเขต ด่านพรมแดนสะหวันนะเขต
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และด่านพรมแดนลาวบาว
สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยจะมีพิธีเปิดหลักอยู่ ณ
ด่านพรมแดนสะหวันนะเขต ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของทั้ง 3
ประเทศร่วมพิธีเปิด

นางพนอม พวงสมบัติ ขนส่งจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า
การเดินรถบรรทุกระหว่าง 3 ประเทศ คือ ไทย ลาว และเวียดนาม
เกิดขึ้นโดยการผลักดันของธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB
ที่ต้องการให้มีการขนส่งข้ามพรมแดนในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง
ดังนั้นจึงได้มีการลงนามความเข้าใจในการเริ่มใช้ความตกลงว่าด้วยการอำนวย
ความสะดวกในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร ณ จุดผ่านแดนมุกดาหาร-สะหวันนะเขต
และจุดผ่านแดนสะหวันนะเขต-ลาวบาว เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา

ด้าน นายไพศาล ชื่นจิต นายด่านศุลกากรมุกดาหารกล่าวว่า
สำหรับพิธีเปิดการเดินรถบรรทุกระหว่าง 3 ประเทศ ที่มีขึ้นในวันที่ 11
มิถุนายน 2552 ณ ด่านพรมแดนจังหวัดมุกดาหาร นั้น ในพิธีการ
รถบรรทุกของประเทศไทย จะเดินทางไปยังแขวงสะหวันนะเขต
ขณะเดียวกันประเทศไทยจะรอรับรถบรรทุก
จากประเทศเวียดนามและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า
การเปิดเดินรถขนส่ง ระหว่างไทย-ลาว-เวียดนาม
ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตามแนวเส้นทางเศรษฐกิจ ตะวันออก- ตะวันตก
ทั้งสามฝ่ายเห็นชอบให้มีการเดินรถที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ประเทศละ 400 คัน

การเปิดเดินรถในครั้งนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าไทยไป
ยังเวียดนาม โดยไม่ต้องมีการขนถ่าย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการขนส่ง
และจะเป็นส่วนสนับสนุนให้การพัฒนาเศรษฐกิจภายในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
(GREATER MEKONG SUbREGION : GMS) ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นต่อไปในอนาคต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น